สาระเกี่ยวกับเครื่องเสียง

Input Gain
     บทความนี้เราจะว่ากันด้วยเรื่องของ Gain (เกน) หรือแปลตามตัวคือ “กำไร” เราจะค้าขายก็ต้องมีกำไร การทำเสียงก็เหมือนกันกำไรในการทำเสียงคือการที่เราได้สัญญาณที่ดีอย่างลงตัวที่สุด  ด่านแรกในการทำงานสำหรับการมิกซ์เสียงของเราคือสัญญาณเสียงที่เข้ามา แล้วความแรงของสัญญาณเราได้มาจากไหน? แน่นอนว่ามันต้องผ่านวงจรขยายที่เรามักจะเรียกมันว่า “Gain(เกน)”

Gain(เกน) สำคัญอย่างไร?
     บางครั้งสัญญาณที่เข้ามานั้นมันอาจจะมีความเบาไปหรือแรงไป ตัว Gain(เกน) นี้จะเป็นตัวขยายเพิ่มลดสัญญาณเสียงที่เข้ามา ซึ่งสัญญาณเสียงนั้น จะมาในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้า เพราะว่าสัญญาณเสียงได้ผ่านตัวแปลงสัญญาณที่เราเรียกว่า Transducer(แทร็นซดิ๊วเซอร์) ซึ่งอยู่ในรูปแบบของอุปกรณ์ระบบเสียง ที่เราเรียกว่า Microphone(ไมโครโฟน) เจ้าไมโครโฟนตัวนี้ มันทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า  ซึ่งไฟฟ้าที่ได้มานั้นมีแรงดันน้อยมาก อยู่ในระดับ mV(มิลิโวลท์) เมื่อแรงดันไฟฟ้าน้อย นั่นหมายความว่าเสียงมันก็เบาลงตามไปด้วย  เราจึงจำเป็นต้องมีการขยายแรงดันไฟฟ้าให้มันมีระดับความแรงที่เหมาะสม โดยเมื่อเราปรับ Gain(เกน) แล้วมันจะไปเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายสัญญาณเสียงที่เข้าไมโครโฟน เมื่อไมโครโฟนรับเสียงได้มากขึ้น เท่ากับว่ามันก็จะรับเสียงที่ไม่ต้องการมากขึ้นตามมาอีกด้วย การปรับ Gain(เกน) นั้นจึงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันก็จะมีผลต่อ Noise(น๊อย) หรือสัญญาณรบกวนด้วยเหมือนกัน หากว่าเราปรับ Gain(เกน) น้อยเกินไป สัญญาณรบกวนที่อยู่ในระบบไฟฟ้าและสายสัญญาณนั้น ก็จะใกล้เคียงกับสัญญาณจริงที่เข้ามา เมื่อมันใกล้เคียงกัน เวลาสัญญาณที่ไปเข้าเครื่องขยายเสียงหรือแอมปลิไฟเออร์นั้น มันก็จะขยายสัญญาณรบกวนด้วย เราจึงต้องตั้งค่า Gain ให้เหมาะสมกับที่เราจะใช้งาน ซึ่งอัตราส่วนระหว่างสัญญาณจริงกับสัญญาณรบกวนนั้นเราเรียกว่า Signal to Noise Ratio(ซิกแนลทูน๊อยเรโช) เรามันจะเจอตัวย่อนี้คือ SNR การปรับเกนจึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากในจะทำให้ระบบเสียงของเรามีเสียงที่ดี สะอาด ปราศจากเสียงรบกวน

ปรับเกน (Gain) อย่างไรให้เหมาะสม
     ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเรื่องสัญญาณทางไฟฟ้ากันก่อน อย่าลืมว่าที่มิกเซอร์ตัวเก่งของเรานั้นช่องสัญญาณขาเข้ามีหลายช่องสัญญาณ อาจจะเริ่มตั้งแต่ 16ช่องสัญญาณไปจนถึง 56ช่องสัญญาณเลยก็ว่าได้ ยิ่งในปัจจุบันด้วยแล้วดิจิทัลมิกเซอร์นั้นมีมากกว่า 200ช่องสัญญาณกันเลยทีเดียว การปรับ Gain จึงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากเราเข้าใจเรื่องการเพิ่มขึ้นของสัญญาณทางไฟฟ้าว่ามันจะเพิ่มสัญญาณขึ้น 6dB เมื่อสัญญาณที่เข้ามานั้นมาค่าทางไฟฟ้าเท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น สัญญาณเข้ามาที่ช่องสัญญาณที่ 1 ของมิกเซอร์อ่านค่าที่ VU มิเตอร์ได้ 0dBu หากช่องที่ 2 มีค่าสัญญาณที่เข้ามาเท่ากับช่องที่ 1 คือ 0dBu ความแรงของสัญญาณที่เราจะอ่านได้ที่ Master Outputs(มาสเตอร์เอาพุท) นั้นจะมีค่าเท่ากับ +6dBu นั้นคือสัญญาณ 2 สัญญาณรวมกันจะเพิ่มขึ้น 6dB แล้วตอนที่เรามิกซ์เสียงนั้นเราใช้จำนวนทั้งหมดกี่ช่องสัญญาณ? เมื่อช่องสัญญาณขาเข้ามีสัญญาณเข้ามา 0dBu เท่ากัน 4ช่องสัญญาณ ที่ Master Outputs(มาสเตอร์เอาพุท) เราก็จะมีสัญญาณออกไป +12dBu เพิ่มขึ้น 12dB หากมิกเซอร์ของเรารองรับสัญญาณขาออกได้ทั้งหมด  +18dBu นั่นหมายความว่าช่องสัญญาณขาเข้าเราสามารถเพิ่มสัญญาณในระดับ 0dBu ได้แค่ 8 ช่องสัญญาณเท่านั้น(กรณีที่เล่นพร้อมกัน เวลาเดียวกัน) หากเพิ่มจำนวนช่องสัญญาณมากกว่านี้แน่นอนว่าไม่มีพื้นที่ของสัญญาณขาออกให้กับช่องสัญญาณที่เหลือเลยเป็นที่มาของ VU มิเตอร์ไฟขึ้นสีแดง หากเป็นแบบนี้อยู่ตลอดเวลารับรองได้ว่าจะสร้างความเสียหายให้ลำโพงแน่นอน เพราะเพาเวอร์แอมป์มันจะขยายสัญญาณเสียงที่เป็น Squarewave(สแควร์เวฟ) คือเสียงที่แตกพร่าออกไปสู่ลำโพง

ความเข้าใจผิดๆเรื่องเกน (Gain)
     หลายๆคนยังเข้าใจว่าเราต้องเอา Gain มาเยอะๆถึงจะได้เสียงที่ดี ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไปสำหรับเครื่องดนตรีบางชนิด แน่นอนว่าเพิ่มเกน(Gain)มาก ยิ่งได้รายละเอียดเสียงที่ดีมากขึ้นตามไปด้วย แต่บางกรณีมันจะนำเอาเสียงรอบข้างเข้ามามากตามไปด้วยเช่นเดียวกัน อย่างที่กล่าวมาหากเราเข้าใจเรื่องการเพิ่มขึ้นของค่าทางไฟฟ้าเราก็จะเข้าใจเรื่องปริมาณ Gain ที่ต้องการได้เป็นอย่างดี ยิ่งจำนวนช่องสัญญาณมากขึ้นเท่าไหร่จำนวน Gain ที่ต้องการต้องลดลงตามไปด้วย เมื่อจำนวน Gain แต่ละช่องสัญญาณลดลงแน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือเสียงเบาลง เราก็จำเป็นต้องเพิ่มลำโพงให้เพียงพอต่อความดังที่ต้องการ

วิธีปรับเกน (Gain)
     สำหรับวิธีการที่ใช้ในการปรับ Gain ก็คือ ให้เราเลื่อนเฟดเดอร์ทุกช่องสัญญาณที่จะใช้งานมาไว้ที่ 0dB หรือตำแหน่งเรามักเรียกว่า Unity(ยูนิตี้) แล้วลองฟังเสียงรวมทั้งหมดดูว่าอะไรดังไปเบาไป เพราะว่าบางช่องสัญญาณนั้นเรายังไม่เพิ่ม Gain ก็ให้เสียงดังพอดีแล้ว เราเรียกกว่าการ Balance Gain(บาลานซ์เกน) เมื่อเราไม่เพิ่ม Gain ในช่องสัญญาณเหล่านี้เสียงรบกวนต่างๆรอบๆข้างก็จะเข้าไมโครโฟนน้อยลงไปด้วยเพราะมันโดนขยายน้อยนั่นเอง เราจะได้เสียงที่สะอาด เมื่อเสียงอื่นเข้าไมโครโฟนน้อยกว่าเสียงที่ต้องการมันจะช่วยลดการเกิด Phase Shift(เฟสชิฟ) ลงไปด้วย แล้วก็ทำให้สัญญาณที่ส่งไปยังช่อง Master ก็ลดลงไปด้วย เมื่อสัญญาณที่ Master ไม่มากจนเกินไปทำให้เรามี Headroom(เฮดรูม) เหลือมากพอที่เราจะเพิ่มความดังขึ้นไปได้ ซึ่งเรื่อง Gain นี้เราจำเป็นต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญสำคัญที่สุดคือการฟังให้ออกว่าอะไรดังไปอะไรที่ต้องเติมรายละเอียดเข้าไป หากเราไม่สามารถแยกแยะเรื่องพวกนี้ได้มันก็ยากที่เราจะทำการปรับแต่งสัญญาณออกมาให้เหมาะสม

การทำระบบมอนอเตอร์บนเวที (Stage Monitor)
หลายครั้งที่มีคำถามถึงการทำระบบ Monitor ว่าทำอย่างไรและการเช็คเรื่อง Feedback ในส่วนของระบบ Monitor นั้นเช็คยังไง เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าส่วนมากเรื่องของเสียง Feedback มักจะเกิดจากการที่ไมโครโฟนรับสัญญาณเข้ามามากจนเกินไปทำให้สัญญาณนั้นๆวนกลับไปกลับมาระหว่างไมโครโฟนและลำโพงจนกลายเป็นเสียง Feedback ในที่สุด เรามาดูขั้นตอนการเช็คสัญญาณเสียงกันดีกว่าครับว่าทำยังไงอย่าให้เสียง Feedback ในส่วนของระบบ  Monitor

เริ่มแรกเลยหากการทำงานในระบบเสียงที่เราทำอยู่นั้นแยกเป็น 2 ฺBoard ระหว่าง FOH( Front of House) และ MON (Monitor) แน่นอนว่าหากมีแค่ Board เดียวที่ทำทั้ง FOH และ MON เรามักจะส่งสัญญาณมาที่ AUX ของระบบ Monitor เป็น Pre Fader เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมในแง่ของสัญญาณเสียงจะไม่เพิ่มหรือลดตาม Fader ที่ส่งไประบบเสียง PA แต่หากว่าเป็น 2 Board แยกจากกันผมแนะทำให้ Mixer ของ ระบบ Monitor ที่ช่องสัญญาณ Aux ให้เลือกการส่งสัญญาณเป็น Post Fader แทนการใช้ Pre Fader

ทำไมต้องใช้ Post Fader?

การใช้ Pre Fader ผิดหรือเปล่าสำหรับ Mix Monitor ไม่ผิดครับใช้ได้เหมือนกัน แต่สำหรับผมคิดว่าการใช้ Post Fader ในระบบ Mix Monitor นั้นมันสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า ยกตัวอย่างเช่น Ch.ของเสียงร้อง หากเราใช้แบบ Post Fader แน่นอนว่า Fader ของ CH. เสียงร้องนั้นจะเป็นตัวควบคุมความดังทั้งหมดที่ส่งไปที่ Aux นั่นหมายความว่า Fader ของ CH.ร้องนั้นจะกลายเป็น Master Fader ของเสียงร้องในทันที หากเราส่งสัญญาณเสียงร้องไปตาม Aux ต่างๆแล้วปรากฎว่าสุดท้ายนักดนตรีบอกว่าเสียงร้องที่ส่งไปทั้งหมดมันดังหรือเบาไปให้เพิ่มหรือลดเสียงร้องทั้งหมด หากเราทำ Aux เป็น Pre Fader แน่นอนว่าเราต้องคอยมาลดสัญญาณที่ส่งไปแต่ละ Aux แต่หากว่าเราทำเป็น Post Fader แล้ว เราลดหรือเพิ่มหรือลดที่ Fader ที่ Ch. ที่ต้องการแค่ Fader เดียวทุก Aux ก็จะเพิ่มหรือลดตามทั้งหมด ทำให้ทำงานได้ง่ายกว่าและเร็วกว่าและหากว่ามีเสียงกำลัง Feedback บางครั้งเราไม่รู้ว่ามัน Feedback ที่ Aux ไหนเราก็ใช้วิธีลดที่ CH. Fader นั้นๆได้เลยโดยไม่ต้องไปคอยลดแต่ละ Aux อีกอย่าง Side Fill มันก็เปรียบเสมือนว่าเป็น Aux อีก Aux หนึ่งเหมือนกัน ให้เราทำการส่ง Aux แทนการใช้ Master L-R จะทำให้เราทำงานได้ง่ายมากขึ้น

ขั้นตอนการตรวจสอบสัญญาณFeedback
1.เริ่มจากไมโครโฟนเสียงร้องก่อนนะครับ เพราะอย่าลืมว่าเสียงร้องมีขีดจำกัดเรื่องของความดัง ก่อนจะปรับ Gain ไมโครโฟน ให้เราขยับ Fader ของ Ch. นั้นๆไปที่ 0dB แล้วก็ส่งสัญญาณของ Ch. ร้องนั้นไปทุก Aux โดยให้ส่งสัญญาณไปที่ 0dB ของแต่ละ Aux เช่นเดียวกัน
2.คราวนี้เราก็ค่อยๆเพิ่ม Gain ขึ้นไปเพื่อให้ได้ความดังที่ต้องการ หากมีเสียง Feedback ให้เราฟังดูว่า Feedback ความที่เท่าไหร่ ให้ใช้ GEQ ในการลดความถี่ที่ Feedback ลง เมื่อเสียง Feedback หายไปเราก้เร่ง Gain ขึ้นไปอีกหาก Feedback ความถี่ไหนเราก็ใช้ EQ ลดความถี่นั้นๆ แล้วเร่ง Gain ขึ้นไปจนกว่าจะ Feedback ความถี่แรกที่เรา Cut EQ หากเรา Cut EQ ความถี่แรกลงไปเยอะจนเกือบสุดแล้วนั้นหมายความว่าเราสามารถเร่ง Gain ไมโครโฟนได้สูงสุดเพียงเท่านี้ ถ้าเร่งมากกว่านี้เสียงก็จะ Feedback ทำให้เราต้อง Cut EQ จนหมดเหมือนที่เราเคยทำกันจนเสียงมันมีความดังไม่พอ การที่เราใช้วิธีนี้ก็เพื่อเราจะหา Gain Before Feedback ให้กับไมโครโฟน เราต้องดูพฤษติกรรมของนักร้องด้วยว่าเค้าใช้ไมโครโฟนยังไง หากนักร้องยืนเฉยๆไมโครโฟนตั้งอยู่บนขาตั้งเราก็ต้องจัดวางแบบเดียวกัน ถ้านักร้องใช้ Wireless แล้วกำหัวไมโครโฟนถือวิ่งไปมาบนเวทีแถมบางครั้งเผลอเอาไมโครโฟนไปจ่อหน้าตู้มอนิเตอร์อีก เราก็ต้องทำแบบเดียวกันในการเช็ค Monitor เพื่อหา Feedback ยิ่งนักร้องใช้ In Ear Monitor ยิ่งต้องระวังมากยิ่งขึ้นห้ามมี Feedback เป็นอันขาด
3.เมื่อเช็คหา Feedback ได้แล้ว คราวนี้เราก็ทำโทนเสียงตามชนิดของเครื่องดนตรี โดยใช้ EQ ที่ Ch. นั้นๆ แล้วก็ส่งความดังไปให้ตามที่นักดนตรีต้องการ ขั้นตอนนี้การพูดคุยเป็นสิ่งสำคัญมาก เราอย่าคิดแทนนักดนตรีว่าแค่นี้ก็พอเพราะบางทีเค้าฟังแบบนี้มาทั้งชีวิตจู่ๆเราจะไปเปลี่ยนพฤติกรรมการฟังก็ค่อนข้างจะลำบาก หากความดังไม่พอตามที่นักดนตรีต้องการแล้วเราเช็ค Feedback ไวเแล้วนั่นหมายความว่าลำโพงของเราเสียงมีความดังไม่พอให้ทำการเพิ่มลำโพงเข้าไปซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดยกเว้นว่า Monitor Engineer คนนั้นมีประสบการณ์สูงก็จะสามารถความคุมเรื่องความดังกับเสียง Feedback ได้โดยที่ไม่ต้องเพิ่มลำโพง
    หน้าที่ของ Monitor Engineer นั้นเราต้องส่งสัญญาณเสียงไปให้ตามที่นักดนตรีต้องการไม่ใช่คิดเอาเองว่านักดนตรีอยากได้แบบโน่นแบบนี้แล้วนั่ง Mix กันทั้งคืนนะครับหากเค้าไม่ร้องขอเราก็นั่งคอยมองอย่างเดียว นักดนตรีขอถึงจะขยับให้ ถ้าให้ดีควรที่จะมีลำโพง Monitor ยี่ห้อเดียวกันรุ่นเดียวกันกับนักดนตรีที่ตำแหน่ง Mix Monitor เราจะได้รู้ว่าเค้าฟังโทนยังไงฟัง Balance ยังไง เราจะได้ไม่ต้องวิ่งไปมาเพื่อฟังเสียงแล้ววิ่งมาปรับ การทำงานก็จะง่ายและรวดเร็วขึ้นนะครับ

Powered by MakeWebEasy.com